ตระหนักถึงปัญหาของถุงพลาสติก

no-bag-pasatic

ถุงพลาสติกส่วนใหญ่ทำขึ้นมาจาก polyethylene สามารถสร้างเป็นรูปทรงต่างๆ ที่ต้องการได้ และมีความคงทนสูง อยากต่อการย่อยสลายตามธรรมชาติ ซึ่งอาจใช้เวลาย่อยสลายด้วยตัวเองตามธรรมชาตินานถึง 500-1,000 ปีเลยทีเดียว จึงนับว่าเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นศัตรูตัวร้ายต่อโลกและภาวะเรือนกระจก การนับถุงพลาสติกกับมาใช้หรือ recycle อีกครั้งนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ส่งผลดีเลย ปัจจุบันเชื่อว่ามีถุงพลาสติกมากกว่า 100 ล้านถุงในแต่ปีเฉพาะประเทศไทย มาดูกันดีกว่าว่าผลเสียอะไรบ้างที่พลาสติกสร้างผลเสียต่อธรรมชาติ

แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วถุงพลาสติกจะกับไปสู่พื้นดินหรือที่เรียกว่าธรรมชาติ ดังนั้นสุดท้ายแล้วไม่ว่าจะนำถุงพลาสติกไปใช้ในรูปแบบไหนก็ตาม ท้ายที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติอยู่ดี ไม่ว่าจะทิ้งลงสู่ถังขยะหรือจะพยายามทำลายทิ้งก็ตาม

– เป็นอันตรายต่อสัตว์ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ

– สร้างความเสื่อมโทรมต่อธรรมชาติอย่างรุนแรง

– มีส่วนอย่างมากในการทำให้เกิดการอุดตันของน้ำ โดยเฉพาะไปปิดกั้นท่อระบายน้ำ

– มีอันตรายต่อระบบนิเวศหลายๆ ด้าน

– มีก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกหรือโลกร้อน

– เมื่อทำการเผาพลาสติกจะมีสารที่ก่อเกิดโรคมะเร็งอย่าง “ไฮโดรคาร์บอน”

paper-bag-earth

จึงไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ถุงพลาสติกมีการผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องและมีจำนวนมากขึ้น ไม่พอต่อการย่อยสลายตามธรรมชาติ เพราะต้องใช้เวลานานถึง 500 ปี เป็นอย่างต่ำ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการสะสมของถุงพลาสติกมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในปัจจุบันถุงพลาสติกสามารถทดแทนได้ด้วยการหันมาใช้ถุงกระดาษหรือถุงผ้าแล้ว ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องใช้ถุงพลาสติกเป็นจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นหากมนุษย์ใส่ใจในเรื่องของการหลีกเลี่ยงการใช้ถุงพลาสติกจะสามารถช่วยลดขยะมูลฝอยในแต่ละปีได้เป็นจำนวนมาก

แนวทางการกำจัดถุงพลาสติก

การทำลายถุงพลาสติกมีเพียงแต่ 2 วิธีคือ

1.การฝัง – การฝังเป็นตัวเลือกแรกเสมอในการกำจัดถุงพลาสติก แต่การฝังนั้นจะส่งผลต่อสภาพดินอย่างมาก เนื่องจากต้องฝังกลบดินและต้องใช้เวลาในการย่อยสลายยาวนานเป็นร้อยๆ ทำให้พื้นดินบริเวณนั้นสามารถทำประโยชน์ได้น้อยหรือไม่ได้อีกเลย

2.การเผา – ในส่วนของวิธีกำจัดถุงพลาสติกด้วยการเผานั้น จะส่งผลต่อภาวะเรือนกระจกหรือภาวะโลกร้อนโดยตรง ไม่ว่าจะพยายามเผาด้วยวิธีใดก็ตาม เนื่องจากสารประกอบพลาสติกนั้นเมื่อทำการเผาจะมี “คาร์บอนไดออกไซด์” ออกมาเสมอ ส่งผลให้โลกร้อนขึ้นอย่างชัดเจน ซ้ำร้ายยังมีก๊าซพิษออกมาอีกด้วย

farbic-bag-likely

ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดหรือการหลีกเลี่ยงการใช้ถุงพลาสติกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไปเลือกใช้ถุงผ้าหรือถุงกระดาษแทนจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ฝายชะลอน้ำ อีกหนึ่งวิธีรักษาธรรมชาติ

weirnaturalฝาย เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ทำไว้สำหรับช่วยกักเก็บน้ำและชะลอการไหลเวียนของน้ำได้ดี ป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำลำธารได้ดี โดยเฉพาะฤดูฝนที่เสี่ยงต่อกระแสน้ำที่รุนแรง อีกทั้งยังช่วยปกป้องหน้าดินช่วยลดการพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี ปกติเราจะเห็นฝายกั้นน้ำส่วนใหญ่จะถูกสร้างบริเวณ ลำห้วย, ลำธารขนาดเล็กในช่วงต้นน้ำ แถมยังช่วยกักเก็บตะกอนได้อีกด้วย แถมยังช่วยคงความชุ่มชื่นได้เป็นเวลายาวนาน สร้างประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตพื้นที่มากมาย อย่าง แมลง สัตว์ป่า พันธุ์พืชนานาชนิดได้เป็นอย่างดี พร้อมด้วยกักเก็บน้ำไว้ในใช้งานได้ฤดูแล้งได้เป็นอย่างดีเยี่ยม

ประโยชน์ที่ได้จากฝายชะลอน้ำ

weirinnaturalแน่นอนว่าฝายชะลอน้ำนั้นมีประโยชน์มากมายต่อระบบนิเวศน์และความเป็นอยู่ของทุกสิ่งมีชีวิตบริเวณนั้นๆ อย่างมากมาย รวมถึงเป็นโครงการพระราชดําริที่ทรงคุณค่า สร้างความอุดมสมบูรณ์ดังนี้

1.ช่วยลดความรุนแรงจากสายน้ำ – ลำธาร

2.ป้องกันหน้าดินให้แข็งแรงและไม่พังทลาย

3.ช่วยกักเก็บน้ำได้เป็นอย่างดี มีน้ำในลำห้วยเยอะขึ้นกว่าไม่มีฝายชะลอ

4.สามารถนำน้ำที่ถูกกักจากฝายชะลอน้ำมาใช้ในหน้าแล้งได้

5.สร้างความชุ่มชื่น ความอุดมสมบูรณ์

6.มีความเป็นอยู่ที่ดีต่อสัตว์ที่อาศัยบริเวณนั้น และความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

7.ฝายชะลอน้ำจะสามารถช่วยกักเก็บตะกอนต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณต้นน้ำ ทำให้น้ำใสมากขึ้น

คือ 7 ประโยชน์หลักสิ่งที่ได้จากฝายชะลอน้ำ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่ได้อีกมากมายเช่น การสร้างความชุ่มชื่นจากฝายชะลอน้ำจะช่วยให้ลดความรุนแรงจากเหตุไฟป่าได้อีกด้วย

วิธีการสร้างฝายชะลอน้ำง่ายๆ

buildweirwaterjugleฝายชะลอน้ำจะใช้วัสดุที่หาได้จากธรรมชาตินั้นๆ แต่จะเริ่มจากการตีไม้และปักเสาระบุตำแหน่งเสียก่อน เช่น บริเวณที่เป็นพื้นดินพื้นทรายก็อาจจะใช้กระสอบทรายวางเรียงเป็นฝาย หรือ บริเวณที่มีหินมากจะใช้หินวางเรียงตัวกันเป็นแนวฝายเป็นต้น ทั้งนี้ขนาดของฝายจะแตกต่างกันไม่แน่นอน เนื่องจากขึ้นอยู่กับขนาดของลำธารและลำห้วยที่ต้องการสร้างฝายชะลอน้ำ

ประโยชน์ของป่าชายเลนและเหตุผลที่ต้องอนุรักษ์

timemangrove

หลายคนคงเคยได้ยินกับการปลูกป่าชายเลนบ่อยครั้ง เนื่องจากมีโครงการปลูกป่าชายเลนหรือกิจกรรมปลูกป่าชายเลนให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นหลายคนคงสงสัยว่าการปลูกป่าชายเลนมีความจำเป็นขนาดไหนและมีประโยชน์อย่างไร ทำไมถึงต้องสร้างกิจกรรมปลูกป่าชายเลนบ่อยครั้งนัก ซึ่งแน่นอนการขึ้นชื่อว่า “ปลูกป่า” นั้น จะต้องมีแต่ประโยชน์ต่อระบบนิเทศและธรรมชาติอย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าการปลูกป่าแต่ละประเภทจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปดังนั้นมาดูประโยชน์ของการปลูกป่าชายเลนดีกว่าว่าให้ประโยชน์ด้านอะไรบ้าง

 สิ่งที่ได้จากการปลูกป่าชายเลน

mangroveforesttop
ป่าชายเลน มีความสำคัญมากมายและทรงคุณค่าต่อการอย่างมาก ให้ทรัพยากรที่มีคุณค่าอย่างมากมายนับไม่ถ้วน มีส่วนประกอบทางธรรมชาติอย่างมหาศาลภายในประเทศ ดังนั้นการปลูกป่าชายเลนจะมีแต่ทรัพยากรทรงคุณค่ามากมายนับไม่ถ้วน จึงไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดทำไมถึงมีการรณรงค์ปลูกป่าชายเลนหรือมีอีกชื่อว่า “ป่าโกงกาง” บ่อยครั้ง

– ป่าชายเลนจะกลายเป็นแหล่งอาหารให้แก่สัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่จะได้จากไม้ป่าชายเลนก็คือ แหล่งอาหารที่ได้จากเศษไม้หรือใบไม้ที่ร่วงหลนจนกลายเป็นโปรตีนสำหรับสัตว์ที่อาศัยในบริเวณนั้นๆ เช่น ปู, หอย, ปลา ไปจนถึงกุ้งและหนอน ดังนั้นหากขาดซึ่งป่าชายเลนอาจทำให้แหล่งอาหารสำหรับสัตว์น้ำจำพวกนี้คาดแคลนอย่างแน่นอน

– ป่าชายเลนเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์หลากหลายชนิด

นอกจากว่าเป็นแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์ที่อาศัยบริเวณยังจะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ต่างๆ อีกด้วย จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลถึงเศรษฐกิจต่อชุมชนและต่อประเทศอย่างมากมาย เช่น อนุบาลตัวอ่อนของ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย หอยนางรม หอยแครง หรือ ปลากะพงขาว ปลากระบอก ปูม้า ปูแสม  เป็นต้น

– ป่าชายเลนเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันหน้าดินพังทลายบริเวณชายฝั่งทะเล

การป้องกันและชะลอความเร็วของกระแสน้ำที่กระทบชายฝั่งจะช่วยให้หน้าดินมีความแข็งแรง เนื่องจากตะกอนต่างๆ ที่มาพร้อมกับกระแสน้ำที่พัดเข้ามาบริเวณชายฝั่งของป่าชายเลน จนเกิดเป็นการทับถมของดิน ทำให้เกิดหน้าดินใหม่ และเมื่อใช้ระยะเวลานานมากขึ้นก็จะแพร่ขยายลงบนบริเวณทะเลเป็นอันเรียกว่า “หาดเลน” นั่นเอง

juglemonkeylove

– ป่าชายเลนช่วยป้องกันภัยธรรมชาติที่จะส่งผลกระทบต่อการเป็นอยู่ของประชากร

กระแสน้ำที่รุนแรงที่รวมถึงกระแสลมที่สามารถป้องกันได้ ทำให้ประชากรที่อาศัยอยู่ภายในบริเวณดังกล่าว ได้รับผลกระทบน้อยลงจากพลังธรรมชาติ

– ป่าชายเลนเป็นแหล่งศึกษาธรรมชาติได้เป็นอย่างดี

บริเวณป่าชายเลยเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่รวบรวมพืชไม้นานาชนิดมาไว้ที่เดียว และยังเป็นแหล่งรวมสิ่งมีชีวิตทางชีวภาพที่หลากหลาย สามารถศึกษาได้อย่างไม่รู้จบ รวมถึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ควรไปเยี่ยมชมสักครั้ง

– ป่าชายเลนจะเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำหรับลดปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์

แน่นอนว่าปัจจุบันในอากาศนั้นมากด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งป่าชายเลนนั้นมีอัตราการสังเคราะห์แสงที่สูงมาก และยังช่วยผลิตออกซิเจนจำนวนมาก

นี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้องต้นจากป่าชายเลน หรือ ป่าโกงกางเท่านั้น ทั้งนี้ป่าชายเลนยังมีประโยชน์อีกมากมายเพียงลองศึกษาหรือเข้ากิจกรรมปลูกป่าชายเลนกับโครงการต่างๆ ดูสักครั้ง รับรองว่านอกจากจะได้ประโยชน์และความรู้จากการปลูกป่าแล้ว ยังได้เพื่อนดีๆ ที่ร่วมกิจกรรมอีกด้วย

การอนุรักษ์ปะการังที่นักท่องเที่ยวอย่างเราก็ทำได้

coralinseabeuty

ปัจจุบันปะการังบนน่านน้ำทะเลกำลังได้รับผลกระทบอย่างมากอย่าง โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยว เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าปะการังนั้นมีความสวยงามและเป็นสิ่งที่อยู่คู่ใต้ท่องทะเลอย่างขาดไม่ได้ ปะการังจึงมีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ภายใต้ทะเลสีฟ้าอันกว้างขวาง เรียกได้ว่าจุดใดบนผืนทะเลมีปะการังที่อุดมสมบูรณ์จุดนั้นจะมากด้วยทรัพยากรธรรมชาติพร้อมระบบนิเวศที่ดีตามมา ดังนั้นหากใครที่อยากให้ทะเลที่สวยงามของเรายังคงเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ให้เริ่มจากการดูแลรักษาแนวปะการังกันเสียก่อน

5 วิธีแสนง่ายที่นักท่องเที่ยวอย่างเราควรปฏิบัติ

1.ไม่ควรนำมือไปจับหรือสัมผัสกับแนวปะการัง

likeseabeauty

เนื่องจากปะการังบ้างชนิดนั้นเพียงเอามือไปจับหรือแตะเบาๆ ก็อาจตายได้ ดังนั้นเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าปะการังชนิดไหนบ้างที่เราสามารถจับหรือเหยียบได้ ทางที่ดีที่สุดคือ ห้ามจับ – ห้ามเหยียบ ถึงแม้จะเป็นการโดนเพียงนิดเดียวก็ตาม

2.ห้ามคิดหักปะการังนำไปเป็นของที่ระลึกเด็ดขาด

coralsmast

หากใครศึกษาเรื่องปะการังจะทราบดีว่า ปะการังนั้นใช้เวลาในการสร้างตัวและเจริญเติบโตใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 100 ปี โดยเฉพาะปะการังที่มีขนาดใหญ่ จึงเป็นเรื่องที่ผิดอย่างร้ายแรงในการหักกิ่งหรือก้านของปะการังเพื่อสะสม

3.ทิ้งขยะลงบนทะเล

helpteamsea

การทิ้งขยะลงบนธรรมชาติเป็นเรื่องที่ผิดแน่นอน ดังนั้นไม่ว่าจะทิ้งลงที่ใดก็ตามไม่เพียงแต่แนวปะการังเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็น ผืนป่า, ทะเล, แม่น้ำลำคลอง ไปจนถึงถนนหนทาง ล้วนแล้วแต่เป็นการทำล้ายธรรมชาติทั้งสิ้น

4.ช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการปกป้องแนวปะการัง

bestseacoral

การช่วยกันดูแลและเฝ้าสังเกตการณ์กระทำความผิดที่ส่งผลกระทบต่อแนวปะการังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยกันได้อย่างดี เช่น การแจ้งเบาะแสคนที่กระทำความเสียหายต่อแนวปะการัง, หากพบเห็นการระเบิดปลาบริเวณแนวปะการังให้รีบแจ้งโดยทันที เป็นต้น

5.ช่วยกันดูแลและบอกต่อถึงความสำคัญของแนวปะการัง

seaisword

การช่วยกันดูแลแนวปะการังอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนทำได้คือ การบอกเพื่อนหรือญาติพี่น้องที่มาด้วยกันถึงวิธีการดูแลปะการังได้ง่ายๆ หรือศึกษาถึงวิธีการต่างๆ ว่าปะการังนั้นสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเลมากน้อยเพียงใด

ทั้งหมดนี้คือแนวทางปฏิบัติที่ง่ายดายและสามารถทำได้เมื่อมีโอกาสสัมผัสกับปะการังที่สวยงาม รับรองว่าหากนักท่องเที่ยวอย่างเราปฏิบัติตามวิธีทั้ง 5 ในข้างต้น อนาคตปะการังที่สวยงามก็ยังคงอยู่ไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างแน่นอน ถึงแม้ในวันนี้ปะการังกำลังได้รับผลกระทบจากการ 1.ท่องเที่ยว 2.การทำเศรษฐกิจ 3.หาปลา หรืออื่นๆ อีกมากมาย แต่เชื่อว่าในอนาคตจิตสำนึกของทุกคนจะสามารถตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

กระบี่ ทะเลสวย ทรายขาว ปะการังงดงาม ต้องมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต

phiphikohisland

หากถามถึงทะเลที่เหมาะแก่การไปเยือนสักครั้งในชีวิต “กระบี่” คือคำตอบแรกๆ เสมอ ตลอดชายฝั่งอันดามัน กระบี่ คืออีกมนต์เสน่ห์ที่น่าค้นหาและสร้างความประทับใจแก่นักทางเที่ยวทุกครั้งที่มาเที่ยว กระบี่มากด้วยเกาะน้อยใหญ่มากกว่า 100 เกาะ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทะเลอันดามัน ด้วยความอุดมสมบูรณ์มากมายตั้งแต่ ภูเขา หมู่เกาะ และป่าชายเลน ห่างจากกรุงเทพเมืองหลวงของประเทศไทย 814 กิโลเมตร มีเนื้อที่กว้างขวางถึง 4,708 ตารางกิโลเมตร

kohphiphinew

หมู่เกาะพีพี เกาะขึ้นชื่อประจำจังหวัดกระบี่

เป็นหนึ่งในหมู่เกาะประจำจังหวัดกระบี่ที่มากด้วยความสวยงามมากมาย เป็น 1 เกาะ ที่นักท่องเที่ยวมาเยือนกระบี่ต้องมาให้ได้ เกาะพีพีอยู่ห่างจากอำเภอเมือง 42 กิโลเมตร ได้สมญานามว่า “อาณาจักรแห่งบุปผาใต้สมุทร” เพราะนักท่องเที่ยวจะต้องดำน้ำลงไปดูปะการังที่มากมายและอุดมสมบูรณ์ที่สุดที่หนึ่ง พร้อมปลาทะเลนานาชนิดที่เต็มไปด้วยสีสันและความสวยงามอย่างเต็มเปี่ยม บนเกาะมากไปด้วยต้นไม้ทะเลอย่าง ต้นโกงกาง

seainphiphi

สระมรกต อีกหนึ่งสถานที่ที่พลาดไม่ได้เด็ดขาด

สระมรกตสระน้ำใจกลางป่า เป็นน้ำที่มีต้นกำเนิดมาจากธารน้ำอุ่นตามผืนป่าที่ราบต่ำ น้ำใสเขียวดั่งมรกตเสมือนชื่อของมัน ด้วยความสวยใสนี้เองมันจึงสามารถดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนได้ตลอดเวลา อุณภูมิน้ำอยู่ที่ประมาณ 30 – 50 องศาเซลเซียส พร้อมึวามอุดมสมบูรณ์ของป่าโดยรอบที่จะเต็มไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด ร่มรื่นเขียวชอุ่ม และนกที่หาชมได้ยาก ดังนั้นนักท่องเที่ยวทุกคนไม่ควรจะพลาดกับการไปยัง “สระมรกต” นี้

ดอยอินทนนท์ ความสวยงามบนยอดความสูงกว่า 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

doiinthanon24

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ดอยอินทนนท์” คือหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงามที่สุดของประเทศไทย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่นักเดินทางทุกคนทั้งคนไทยและคนต่างชาติอยากจะมาสัมผัสถึงความเป็นธรรมชาติของที่นี่ ด้วยอากาศที่เย็นชื่นใจตลอดปี พร้อมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่หาได้ยากยิ่งในปัจจุบัน แต่ดอยอินทนนท์สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยวแบบสบายๆ หรือจะแบกเป้ลุยๆ ก็ยังไหว นับว่าหากใครที่ไม่เคยมาสัมผัสกับบรรยากาศบนยอดดอยที่ขึ้นชื่อว่าสูงที่สุดในประเทศไทย ก็ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

numtongmaya

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์กินพื้นที่มากกว่า 482.4 ตารางกิโลเมตร หรือคิดเป็น 301,500 ไร่ มากไปด้วยป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์กินพื้นไปตั้งแต่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอดอยหล่อ และอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ตลอดเทือกเขาจะเต็มไปด้วยดอกไม้สวยงามนานาชนิด วิวทิวทัศน์ที่มองเห็นภูมิประเทศอย่างงดงาม ประกอบกับแม่น้ำหลายสายที่มีต้นกำเนิดจากดอยอินทนนท์มากมายถึง 8 สายด้วยกัน

1.แม่กลาง

2.แม่ป่าก่อ

3.แม่ปอน

4.แม่ยะ

5.แม่แจ่ม

6.แม่หอย

7.แม่ขาน

8.แม่ปิง

waterfallinthanon

โดยเฉพาะนำตกแม่ยะที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำตกที่สวยงามที่สุดประจำประเทศไทยเลยทีเดียว

นอกจากนี้บนดอยอินทนนท์ยังมากไปด้วยโครงหลวงโดยเฉพาะ “โครงการหลวงอินทนนท์” ที่สนับสนุน ชาวเขาหันมาปลูกพืชและดำรงชีพด้วยการทำเกษตรกรรมแทนการค้าฝิ่น เช่น สวนกระบองเพชร สวนเฟิน และไม้ดอกไม้ประดับต่างๆ ประจำเมืองเหนือ

doiinthanontravel

สุดท้ายที่นักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้เลยก็คือ พระธาตุภเมทนีดลและพระธาตุนภพลภูมิสิริ ที่กองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรทั่วประเทศไทย พร้อมใจสร้างเพื่อถวายแก่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2535 เนื่องจากเจริญพระชนครบพระชนมายุครบ 60 พรรษา ปีพ.ศ.2530 และพระบรมราชินีนาถ มหามงคลสมัยทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ โดยมีเจดีย์ 2 องค์ มีรูปทรงคล้ายกันอย่างชัดเจน ประกอบกับฐาน 12 เหลี่ยม