ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา (ถ้ำยอดวิมาน ถ้ำผาฆ้อง ถ้ำรวยสายไท ถ้ำผาแดง)

แม้จังหวัดน่านอาจไม่ใช่จังหวัดที่โดดเด่นหรือมีชื่อเสียงในเรื่องการท่องเที่ยวมากนัก แต่จริงๆ แล้วนี่คือจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวจากธรรมชาติมากมายให้เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายได้มีโอกาสไปสัมผัส ใครที่เป็นคนรักการท่องเที่ยวที่อยู่กับธรรมชาติเชื่อว่าจะต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน ถ้าใครได้มีโอกาสไปยังน่านสถานที่หนึ่งที่ต้องห้ามพลาดก็คืออุทยานแห่งชาติดอยภูคา ซึ่งในอุทยานแห่งชาตินี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ให้สัมผัสกับธรรมชาติเช่นกัน รู้จักกับประวัติอุทยานแห่งชาติดอยภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคามีการสันนิษฐานกันว่าแต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนแต่ได้มีการเคลื่อนตัวของสองแผ่นดินใต้ผืนทะเลเข้าหากันทำให้แผ่นดินบริเวณดังกล่าวโก่งตัวขึ้น น้ำทะเลก็ได้ระเหยไปใต้ดินเหลือแค่สินแร่เกลือเหมือนที่พบในอำเภอบ่อเกลือ ซึ่งยังมีอีกหลักฐานที่ยืนยันได้ดีนั่นคือ การค้นพบสุสานหอยทะเลอายุกว่า 200 ล้านปี ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแถวนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนจริงๆ ปัจจุบันเป็นป่าหลากหลายประเภทรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่แห่งนี้และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย ถ้ำยอดวิมาน จัดเป็นถ้ำที่มีความสวยงามตามชื่อเสียงของถ้ำอย่างแท้จริง เสมือนกับว่าถ้ำแห่งนี้มีชีวิตเนื่องจากว่าภายในยังคงมีหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวลาจะเดินเข้าไปต้องอาศัยความระมัดระวังซักเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นการหยุดการเจริญเติบโตของหินงอกหินย้อยเหล่านี้ แต่ขอบอกเลยว่างดงามสุดๆ ถ้ำผาฆ้อง จะอยู่บริเวณก่อนถึงอุทยานแห่งชาติดอยภูคาแต่ก็เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกัน การเดินทางค่อนข้างลำบากนิดหน่อยเนื่องจากว่าต้องใช้การเดินเท้าเข้าไปราว 3 กม. แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะได้สัมผัสกับบรรดาหินงอกหินย้อยภายในถ้ำที่สวยงามมากๆ เรียกได้ว่าจากที่เหนื่อยตอนเดินป่าเข้ามาหายไปเป็นปลิดทิ้งแน่นอน ถ้ำรวยสายไทย หรืออีกชื่อเรียกว่า ถ้ำหมา เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่มาก ความยาวภายในบริเวณถ้ำราว 3.5 เมตร ภายในถ้ำจะเหมือนกับถูกแบ่งเอาไว้เป็นห้องต่างๆ อย่างสวยงามบางคนก็บอกว่าดั่งกับสรวงสวรรค์เลยก็ว่าได้ มีความระยิบระยับจากเหล่าบรรดาหินงอกหินย้อยทั้งหลายที่ให้ความสวยงามสุดๆ สำหรับทุกคนที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส ถ้าผาแดง จัดเป็นถ้ำที่มีความยาวที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ด้านในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย ลำธารขนาดใหญ่ และสายน้ำตก อดีตเคยเป็นแหล่งหลบภัยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงถือว่าเป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการพักแรม ทั้งเตียงนอนทหาร เตียงนอนคนไข้ หลุมซ่อนอาวุธ และอื่นๆ เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก

ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี (จุดชมกระทิง จุดชมช้างป่า กิจกรรมดูนก)

จริงๆ แล้วการใช้ชีวิตระหว่างคนกับสัตว์คือสิ่งที่ยังคงเกื้อกูลกันอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน พื้นที่แห่งหนึ่งที่ในปัจจุบันเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ป่าได้เป็นอย่างดีก็คือพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี แต่กว่าที่จะเป็นแบบนี้ได้ในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณนี้ก็เคยเป็นพื้นที่ที่คนไปแย่งกับสัตว์ป่ามาก่อนจนเกือบจะทำให้สัตว์ป่าเหล่านี้ไม่มีที่อยู่อาศัยที่หากินกันเลยทีเดียว รู้จักกับประวัติของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี อดีตพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติกุยบุรีเป็นพื้นที่ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างคนกับสัตว์ป่าโดยเฉพาะในช่วงปี 2525-2528 เป็นช่วงที่คนปลูกไร่สับปะรดแล้วรุกคืบคลานเข้าไปในพื้นที่ป่าอย่างหนัก ขยายอาณาเขตเข้าไปยังเขตพื้นที่ป่าสงวนกุยบุรี พวกช้างป่าที่ขาดแคลนอาหารจากการบุกรุกของคนเราก็ออกจากป่ามาหากินสับปะรดตามไร่ของชาวบ้านแถมยังเกิดติดใจจนเปลี่ยนพฤติกรรมมาเลือกกินสับปะรดในไร่แทนทำเอาชาวบ้านหลายรายแทบหมดตัวทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้น มีช้างป่าถูกฆ่าตายมากมาย กระทั่งสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นที่มาของ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า บริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อปี 2541 จากสิ่งเหล่านี้เองทำให้กลายเป็น กุยบุรีโมเดล ที่คนสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้อย่างเข้าอกเข้าใจจนทุกวันนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้คนได้เข้ามาใกล้ชิดกับสัตว์ป่าจำนวนมากจากจุดชมสัตว์ป่าน้อยใหญ่เหล่านี้ จุดชมกระทิง จุดชมช้างป่า กิจกรรมดูนก ซึ่งบริเวณจุดที่จะชมสัตว์ป่าทั้ง 3 ประเภทนี้มีอยู่ 3 จุดหลักๆ ในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีประกอบไปด้วย จุดโป่งสลัดได, จุดหน้าผา และจุดหน่วยป่ายาง เวลาเข้าไปจะต้องนั่งรถกระบะของทางเจ้าหน้าที่ที่ทางอุทยานฯ ได้มีการจัดเตรียมเส้นทางเอาไว้ซึ่งระหว่างทางเราจะสามารถพบเจอสัตว์ป่าออกมาหากินได้แบบใกล้ชิดสุดๆ จนมาถึงจุดแรกอย่าง จุดหน้าผาเป็นจุดชมกระทิงและช้างป่า ลักษณะเป็นหน้าผาเตี้ย มองออกไปเห็นเป็นแนวป่า ถัดไปเป็นทุ่งหญ้ากว้าง โอบล้อมด้วยแนวเขา จากนั้นก็มาที่จุดโป่งสลัดไดซึ่งเป็นจุดที่เต็มไปด้วยป่าแต่เป็นอีกจุดที่สามารถพบเจอกระทิงออกมาหาอาหารได้ง่าย หรือบางคนยังไม่หนำใจก็ให้พาไปยังจุดหน่วยป่ายางได้เช่นกัน นอกจากนี้ในทุกบริเวณที่เราไปสัมผัสจะมีนกสวยงามบินอยู่เบื้องบนให้ได้เก็บรูปไว้เป็นความทรงจำด้วย ถือว่าเป็นอีกสถานที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติอย่างแท้จริง

ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ (ถ้ำพระธาตุ ถ้ำวังบาดาล)

ด้วยพื้นที่ของจังหวัดกาญจนบุรีส่วนมากเป็นพื้นที่ป่าเขาทำให้สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดนี้มักเป็นพวกน้ำตก ถ้ำ ป่าเขา เสียเป็นส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการท่องเที่ยวในรูปแบบของการผจญภัยเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากการเดินทางเวลาเข้าไปตามสถานที่ต่างๆ เหล่านี้จะค่อนข้างสมบุกสมบันและมักจะได้รับความทรงจำดีๆ จากนักท่องเที่ยวกลับมาอยู่เสมอ ทำให้กาญจนบุรีเป็นอีกจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยหลงรัก อีกสถานที่หนึ่งที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างมากก็คือพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเอราวัณอุทยานแห่งชาติชื่อดังที่ใครก็ต้องรู้จัก ทำความรู้จักกับประวัติของอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อุทยานแห่งชาติเอราวัณมีชื่อเดิมว่า อุทยานแห่งชาติเขาสลอบ ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2518 ก่อนจะมีการเปลี่ยนชื่อเป็นเอราวัณเนื่องจากชั้นบนสุดของน้ำตกในอุทยานแห่งชาตินี้มีลักษณะคล้ายกับหัวของช้างเอราวัณ ทั้งอาณาเขตที่กว้างใหญ่ไพศาลเต็มไปด้วยหน้าผา ภูเขาสูง น้ำตก ถ้ำ และความงดงามตามธรรมชาติอีกมากมายนอกจากนี้การเดินทางเข้ามาก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ถูกใจนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ตัวน้ำตกเอราวัณถือเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวต้องเดินทางกันเข้ามามากที่สุด ห่างจากตัวเมืองราว 65 กม. เป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงความยาว 1,500 เมตร ต้นน้ำเกิดมาจากลำห้วยม่องไหลลงจากยอดผาสูงถูกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น ทุกๆ ชั้นจะมีแอ่งน้ำที่สามารถลงเล่นน้ำได้ มีความร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาชนิดโอบล้อม นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินสำรวจศึกษาธรรมชาติระยะทาง 1,060 เมตร ใช้เวลา 30 นาที นอกจากนี้ภายในอุทยานแห่งชาติเอราวัณยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้ ถ้ำพระธาตุ เป็นถ้ำที่มีความมืดขนาดใหญ่ สูงจากระดับน้ำทะเลราว 790 เมตร ห่างจากบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ 12 กิโลเมตร ทางเข้าถ้ำห่างจากแยกเขื่อนศรีนครินทร์เลียบแนวเขื่อน 7 กม. […]

ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า (ภูแผงม้า ผาชูธง ภูลมโล)

การเปลี่ยนเช้าวันหยุดให้เป็นวันผจญภัยแสนพิเศษคงเป็นอะไรที่จะช่วยทำให้ความสนุกสนานต่างๆ เกิดขึ้นมาในชีวิตอีกมากมายเลยทีเดียว แค่เราลองเปลี่ยนอิริยาบถจากการนอนเล่นอยู่ในห้องนอนเย็นๆ มาเป็นการเดินสูดรับอากาศบริสุทธิ์ภายใต้ธรรมชาติอันเขียวขจีสักแห่งในประเทศไทยก็คงเป็นอะไรที่ทำให้ชีวิตมีมุมมองดีๆ ขึ้นอีกมากมาย และหากใครที่กำลังมองหาสถานที่เหล่านั้นอยู่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าก็จะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่พร้อมต้อนรับทุกคนภายใต้ธรรมชาติอันแสนงดงาม รู้จักประวัติของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าเป็นแนวเทือกเขาที่มีความสลับซับซ้อนตั้งอยู่บริเวณรอยต่อของ 3 จังหวัด ประกอบไปด้วย อ.นครไทย จ.พิษณุโลก, อ.ด่านซ้าย จ.เลย และ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ยอดเขาที่สำคัญบนอุทยานแห่งชาติที่นี่ก็มีหลายๆ ที่ดังจะได้แนะนำกันต่อไป สำหรับยอดที่สูงที่สุดชื่อว่า ภูหมันขาว มีความสูง 1,820 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในอดีตสถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่แห่งการสู้รบประมาณช่วงปี 2511 – 2525 ในยุคนั้นนอกจากพื้นที่บริเวณนี้จะเป็นป่ารกชัฏยังถือเป็นพื้นที่สีแดงที่มีแต่ความตายปกคลุมไปทั่วบริเวณจากการสู้รบของคน 2 กลุ่มนั่นคือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย กับ ฝ่ายความมั่นคง แม้ตอนสุดท้ายจะไม่รู้ผลแพ้ชนะ เพราะฝ่ายความมั่นคงได้ประกาศให้ใช้การเมืองนำทหาร ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้เหล่านักศึกษาที่หนีกลับคืนสู่ตัวเมืองเพื่อช่วยกันพัฒนาประเทศอีกครั้ง ก่อนจะได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 48 ของประเทศไทย ซึ่งภายในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้านี้ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมาย ภูแผงม้า หากมาทาง อ.หล่มสัก จากด่านเก็บเงินแค่ 500 เมตร หลักกิโลที่ 18 ก็จะพบกับทางเข้า ภูแผงม้า ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมในการมาชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกเป็นอย่างมาก มีความสูง […]