ปลูกจิตสำนึกให้กับคนรุ่นใหม่กับการเปิดค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

เราทุกคนมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ หากร่วมมือร่วมใจกันช่วยกันคนละไม้คนละมือ ผืนป่าของเราก็จะกลับมาอุดมสมบูรณ์ได้อีกครั้ง มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะลงมือทำได้หรือยัง บางคนอายหรือไม่กล้าที่จะทำคนเดียว นั่นจึงเป็นสิ่งที่ค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจึงถือกำเนิดขึ้นมา ด้วยโครงการ “PTTEP Teenergy” ที่มีขึ้นมามีแนวคิดที่จะร่วมกันปลูกจิตสำนึกให้กับคนรุ่นใหม่ ให้รักและใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยครั้งนี้ก็ถือว่าจัดมาแล้วเป็นครั้งที่ 3 โดยมีการคัดเลือกผู้เข้าสมัครจากทั้งหมด 950 เหลือเพียง 100 คนที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ และไปร่วมกิจกรรมค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยกิจกรรมค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม PTTEP Teenergy ครั้งที่ 3 จะพานักเรียนไปเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติกับคุณศศิน เฉลิมลาภ, ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ และนายสัตวแพทย์ภัทรพล มณีอ่อน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นหมอรักษาสัตว์ป่าคนแรกของประเทศไทย ระหว่างการเดินทางจะมีการทำกิจกรรมหลายอย่าง เช่นการเกาะติดชีวิตสัตว์ป่า หรือ นก เช่น “นักเงือก” กิจกรรมเฝ้าเรียนรู้ชีวิตสัตว์ป่าในตอนกลางคืน และมีส่วนร่วมในการทำโป่งเทียม โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาทาง ปตท. ได้สนับสนุนให้มีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมหลายรูปแบบ เพื่อตามรอย “โครงการพระราชดำริด้านสิ่งแวดล้อม” ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงทำงานอย่างหนักเพื่อที่จะพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น เพราะหากไร้ซึ่งธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประชาชนก็จะอยู่กันอย่างลำบาก จะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น อากาศบริสุทธิ์ก็จะหายไป ทำให้การปลูกจิตสำนึกเป็นสิ่งสำคัญแก่คนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อนำเอาความรู้ที่ได้จากในค่ายไปปรับใช้เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังคม ค่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีประโยชน์อย่างไร […]

ป่าดงดิบ คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

โลกของเราถือเป็นอีกหนึ่งดาวเคราะห์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตแทบจะเรียกได้ว่าเป็นอันดับต้นๆ ของจักรวาลเลยก็ว่าได้ อีกทั้งมนุษย์ของเราก็เป็นหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีความคิดและเรียกเผ่าพันธุ์ตนเองว่าเป็นกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่มีอารยะ แต่อย่างไรก็ดียิ่งนานวันเวลาผ่านไป มนุษย์ก็รังแต่จะสร้างปัญหาให้กับโลกที่แสนสวยงามให้เสื่อมสภาพลง ธรรมชาติที่เคยงดงามดังในอดีตก็ได้ถูกแทนที่ด้วย สิ่งปลูกสร้าง เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ของมนุษย์จนทำให้เกิดภัยทางธรรมชาติมากมาย บางภัยธรรมชาติก็ดูแปลกตากว่าจากสิ่งที่เคยประสบพบเจอหรือยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น แต่จะมีวิธีไหนบ้างที่จะมารักษาธรรมชาติในกับมาคู่กับโลกของเราให้สวยงามดังเดิม ซึ่งอย่างที่ทราบกันดีว่าต้นไม้เป็นแหล่งผลิตอากาศให้คนทั้งโลก ซึ่งก็มีอยู่ที่แหล่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นลมหายใจของคนทั้งโลก นั่นก็คือ ป่าดงดิบศูนย์รวมต้นไม้ ที่ได้รวบรวมพันธุ์ไม้นานาพันธุ์เอาไว้ ซึ่งบทความของเรานี้ก็จะขอพาทุกท่านได้เรียนรู้ว่า ป่าดงดิบ นั้นคืออะไร และจะมีความสำคัญต่อมนุษย์โลกอย่างไรได้บ้าง ป่าดงดิบ หรือชื่อทางวิชาการเรามักจะเรียกป่าประเภทนี้กันว่าป่าดิบชื้น คือพื้นที่ที่ต้นไม้จะเขียวขจีตลอดทั้งปี จึงถูกจัดประเภทป่าประเภทนี้ว่าป่าไม้ไม่ผลัดใบ ซึ่งด้วยความอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ของป่าดงดิบจึงทำให้เกิดพันธุ์ไม้นานาชนิด เช่น ต้นยาง ต้นตะเคียน ฯลฯ และ เหล่าสัตว์ป่าน้อยใหญ่อีกมากมายได้มาอาศัยอยู่ แน่นอนว่าความหลากหลายของพันธุ์ไม้ที่มีนี้ก็ทำให้เหล่าผู้ที่ไม่ประสงค์ดี ก็จะเข้ามาหาประโยชน์จากการบุกรุกป่าเพื่อหาประโยชน์ให้พวกพ้องตัวเองและหาประโยชน์จากที่รกร้างภายในป่า จนทำให้ป่าเสื่อมโทรม โดยอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าป่าไม้คือหัวใจหลักที่ควบคุมแนวไฟ ควบคุมการไหลหลากของน้ำป่า ซึ่งหากพื้นที่ตรงส่วนนี้หายไปแล้วล่ะก็ ความผิดปกติทางธรรมชาติ หรือภัยพิบัติต่างๆ ก็มีแต่จะเข้ามาหามนุษย์ อีกทั้งปัญหาของภาวะโลกร้อนที่ส่งผลให้เกิดความแปรปรวนต่างๆ ให้เกิดขึ้นบนโลก และเมื่อสูญเสียผืนป่าไปเหล่าสัตว์นานาพันธุ์ก็จะไม่มีที่อยู่จนอาจจะสุญพันธุ์ไปในที่สุด สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากหากมนุษย์เราไม่รู้จักรักษาธรรมชาติให้คงอยู่กับเรา จงอย่ามองว่าเรื่องของธรรมชาติเป็นเรื่องไกลตัวแต่ให้มองว่าทุกคนทุกส่วนจะต้องมีส่วนร่วมในการรับมือเรื่องเหล่านี้และโลกใบที่สดใสของเราจะกลับคืนมา

กฎระเบียบและข้อควรปฏิบัติในการเข้าอุทยานแห่งชาติ

ธรรมชาติเป็นสิ่งที่สวยงาม มันอยู่มาก่อนที่จะมีสิ่งชีวิตกำเนินเสียอีก ความสวยงามเหล่านี้ควรได้รับการปกป้องจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมในอุทยานถึงมีกฎเคร่งครัดหลายข้อ ก็เพื่อให้ความสวยงามเหล่านี้อยู่ไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานอีกนับพันปี ดังนั้นวันนี้เราจะมาดูกันว่ามีอะไรที่ไม่ควรทำเมื่อเข้าไปเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ และเมื่อรู้แล้วก็อย่าทำ เมื่อพบเห็นคนทำผิดก็ช่วยกันแจ้งเจ้าหน้าที่ด้วย ถือเป็นการช่วยกันคนละไม้คนละมือ 1.ห้ามนำสิ่งของออกนอกพื้นที่ มันหมายถึงทุกอย่างที่อยู่ภายในเขตนั้นห้ามเอาออกไปอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าขนาดเล็ก หรือ ขนาดใหญ่ เช่นต้นไม้ ดอกไม้ หรือ ผลไม้ต่างๆ ก็ห้ามเช่นกัน ดังนั้นเราสามารถเดินชมได้อย่างเดียว เพราะถ้าทำผิดจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย และถือว่าโทษรุนแรงมากๆเลยด้วย 2.ห้ามเล่นการพนันในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ เพราะถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และอาจก่อเสียงดังจนทำให้เกิดความลำคานแก่คนรอบข้าง และสัตว์ป่า 3.ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดภายในเขตอุทยาน เหตุผลเดียวกับห้ามเล่นการพนัน เพราะอาจก่อให้เกิดเสียงดัง หรือทำให้ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นได้ 4.ห้ามส่งเสียงดัง ขณะเดินชมป่า หรืออยู่ในที่พักก็ตาม เพื่อไม่ให้สัตว์ตกใจและก่อกวนคนรอบข้าง 5.ห้ามขับรถเกินความเร็วที่กำหนด เนื่องจากเส้นทางธรรมชาติส่วนใหญ่คดเคี้ยว และมีสัตว์ป่าข้ามไปมาตลอดเวลา ถ้าใช้ความเร็วเกินเราอาจหยุดรถไม่ทันและชนสัตว์ หรือ เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ 6.ห้ามทิ้งขยะตามพื้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้ระบบนิเวศเสียหาย ควรนำไปทิ้งในถังขยะที่จัดเตรียมเอาไว้ตามจุดต่างๆ หรือเก็บกลับบ้านไปด้วย 7.ห้ามนำสัตว์เลี้ยงเข้าป่า เนื่องจากอาจเกิดอันตรายกับคนและสัตว์ได้ อาจทำให้สัตว์ป่าตกใจหนี หรือกระโจนเข้าใส่ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นพาหะนำโรคเข้าไปอีกด้วย 8.ห้ามให้อาหารสัตว์ป่า เพราะนักท่องเที่ยวชอบให้อาหารสัตว์ตามข้างถนน เมื่อให้บ่อยๆ มันก็จะมารออยู่ข้างถนน เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พวกมันตายจากรถชน 9.ไม่ตัดต้นไม้ หรือ […]

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ประวัติศาสตร์ที่ควรรู้

อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นั่น ถือว่าเป็นอุทยานและผืนป่าแห่งสำคัญของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีพื้นที่ใหญ่มาก กินอาณาบริเวณ 11 อำเภอ 4 จังหวัดได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา(โคราช), จังหวัดปราจีนบุรี, จังหวัดนครนายก, และจังหวัดสระบุรี แต่รู้หรือไม่ว่ากว่าจะมาเป็นผืนป่าใหญ่แบบนี้ได้นั้นมีเรื่องราวสำคัญเกิดขึ้นมากมาย อุทยานเคยเป็นแหล่งซ่องสุมมาก่อน ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2465 ตอนนั้นได้มีชาวบ้านบางส่วนขึ้นไปถางป่าเพื่อทำไร่ ไถนา และขอจัดตั้งเป็นตำบลเขาใหญ่ แต่การเดินทางในตอนนั้นยังไม่สะดวก อีกทั้งยังไกลหูไกลตาหน่วยงานของรัฐด้วย บวกกับพื้นที่กันดารเลยทำให้พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งซ่องสุ่ม กบดานของคนนอกกฎหมาย หรือ คนร้ายหนีคดีไป จนทำให้ภาครัฐต้องทำการกวาดล้างครั้งใหญ่จนปี พ.ศ. 2475 ทางการจึงปราบได้หมด พร้อมกับแก้ปัญหาระยะยาวด้วยการยุบตำบลเขาใหญ่ ลงแล้วนำผู้คนลงมาอยู่ด้านล่างแทนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการซ่องสุ่มขึ้นอีก การป้องกันการบุกรุกป่าไม้ ปี พ.ศ. 2502 ผู้นำประเทศในขณะนั้นอย่าง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีความเห็นว่าเขาใหญ่นั้นมีป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์แต่ว่ากำลังจะถูกบุกรุกจากพวกตัดไม้ทำลายป่า อีกทั้งจะมีพวกถางป่าทำไร่อีก เพื่อป้องกันการทำลายป่าไม่ให้ลุกลามไปไกลกว่านี้ ท่านจึงได้มีแนวคิดให้พื้นที่เขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยมีการสำรวจพื้นที่และตราพระราชบัญญัติคุ้มครองเอาไว้ อุทยานแห่งชาติ แห่งแรก จากความพยายามของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำให้การก่อตั้งอุทยานแห่งชาติแห่งแรกนี้สำเร็จจนได้ในปี พ.ศ. 2505 หลังจากได้เป็นอุทยานแห่งชาติแล้ว ทางการยังได้มีการตัดถนนเข้ามา คือ […]

ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง (น้ำตกโผนพบ น้ำตกตาดฮ้อง น้ำตกวังกวาง ผานกแอ่น น้ำตกผาน้ำผ่าราชาแห่งป่าปิด)

มื่อนึกถึงช่วงเวลาที่อากาศหนาวคนไทยจำนวนมากก็มักจะนิยมขึ้นไปสัมผัสกับอากาศหนาวตามยอดภู ยอดดอย กันเป็นจำนวนมากนั่นเพราะว่าปกติแล้วอากาศของบ้านเราค่อนข้างร้อนอบอ้าวเพราะฉะนั้นนานๆ เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสกับอากาศหนาวซักครั้งสถานที่เหล่านี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง เหมือนกับอุทยานแห่งชาติภูกระดึงที่มักจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเสมอเมื่อถึงช่วงเวลาอากาศหนาว รู้จักกับประวัติของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อุทยานแห่งชาติภูกระดึงหรือที่มักเรียกติดปากว่า ภูกระดึง ที่ถูกเรียกเช่นนี้ก็มาจากกว่าจะขึ้นไปถึงยอดดอยแห่งนี้ได้ต้องใช้การเดินเท้ากว่า 9 กม. เป็นการขึ้นเขา 5 กม. และทางราบอีก 3-4 กม. ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคู่รักที่ขึ้นไปพิสูจน์ความรักที่มีให้กัน ว่ากันว่าใครที่พากันขึ้นไปจนถึงยอดภูกระดึงและดูแลช่วยเหลือกันอย่างดีจะเป็นคู่แท้ของกันและกัน แต่นอกจากนี้บรรดากลุ่มเพื่อนก็นิยมไปด้วยเช่นเดียวกัน เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของไทย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัดเป็นพื้นที่ราบราว 60 ตร.กม. สูง 400-1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย เป็นความสูง 1,316 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย น้ำตกโผนพบ เป็นน้ำตกที่โผน กิ่งเพชร อดีตนักมวยแชมป์โลกคนแรกของไทยเป็นผู้ค้นพบสมัยขึ้นไปซ้อมมวยเพื่อให้ชินกับอากาศหนาว เกิดจากสายน้ำวังกวาง ไหลเป็นชั้นตามโขดหินเหมือนบันได มี 8 ขั้น สูง 30 เมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่พบ น้ำตกตาดฮ้อง เป็นน้ำตกชั้นเดียวสูงรา 45 เมตร กว้างราว 80 […]

ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา (ถ้ำยอดวิมาน ถ้ำผาฆ้อง ถ้ำรวยสายไท ถ้ำผาแดง)

แม้จังหวัดน่านอาจไม่ใช่จังหวัดที่โดดเด่นหรือมีชื่อเสียงในเรื่องการท่องเที่ยวมากนัก แต่จริงๆ แล้วนี่คือจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวจากธรรมชาติมากมายให้เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายได้มีโอกาสไปสัมผัส ใครที่เป็นคนรักการท่องเที่ยวที่อยู่กับธรรมชาติเชื่อว่าจะต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน ถ้าใครได้มีโอกาสไปยังน่านสถานที่หนึ่งที่ต้องห้ามพลาดก็คืออุทยานแห่งชาติดอยภูคา ซึ่งในอุทยานแห่งชาตินี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ให้สัมผัสกับธรรมชาติเช่นกัน รู้จักกับประวัติอุทยานแห่งชาติดอยภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคามีการสันนิษฐานกันว่าแต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนแต่ได้มีการเคลื่อนตัวของสองแผ่นดินใต้ผืนทะเลเข้าหากันทำให้แผ่นดินบริเวณดังกล่าวโก่งตัวขึ้น น้ำทะเลก็ได้ระเหยไปใต้ดินเหลือแค่สินแร่เกลือเหมือนที่พบในอำเภอบ่อเกลือ ซึ่งยังมีอีกหลักฐานที่ยืนยันได้ดีนั่นคือ การค้นพบสุสานหอยทะเลอายุกว่า 200 ล้านปี ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแถวนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนจริงๆ ปัจจุบันเป็นป่าหลากหลายประเภทรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่แห่งนี้และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย ถ้ำยอดวิมาน จัดเป็นถ้ำที่มีความสวยงามตามชื่อเสียงของถ้ำอย่างแท้จริง เสมือนกับว่าถ้ำแห่งนี้มีชีวิตเนื่องจากว่าภายในยังคงมีหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวลาจะเดินเข้าไปต้องอาศัยความระมัดระวังซักเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นการหยุดการเจริญเติบโตของหินงอกหินย้อยเหล่านี้ แต่ขอบอกเลยว่างดงามสุดๆ ถ้ำผาฆ้อง จะอยู่บริเวณก่อนถึงอุทยานแห่งชาติดอยภูคาแต่ก็เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกัน การเดินทางค่อนข้างลำบากนิดหน่อยเนื่องจากว่าต้องใช้การเดินเท้าเข้าไปราว 3 กม. แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะได้สัมผัสกับบรรดาหินงอกหินย้อยภายในถ้ำที่สวยงามมากๆ เรียกได้ว่าจากที่เหนื่อยตอนเดินป่าเข้ามาหายไปเป็นปลิดทิ้งแน่นอน ถ้ำรวยสายไทย หรืออีกชื่อเรียกว่า ถ้ำหมา เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่มาก ความยาวภายในบริเวณถ้ำราว 3.5 เมตร ภายในถ้ำจะเหมือนกับถูกแบ่งเอาไว้เป็นห้องต่างๆ อย่างสวยงามบางคนก็บอกว่าดั่งกับสรวงสวรรค์เลยก็ว่าได้ มีความระยิบระยับจากเหล่าบรรดาหินงอกหินย้อยทั้งหลายที่ให้ความสวยงามสุดๆ สำหรับทุกคนที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส ถ้าผาแดง จัดเป็นถ้ำที่มีความยาวที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ด้านในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย ลำธารขนาดใหญ่ และสายน้ำตก อดีตเคยเป็นแหล่งหลบภัยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงถือว่าเป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการพักแรม ทั้งเตียงนอนทหาร เตียงนอนคนไข้ หลุมซ่อนอาวุธ และอื่นๆ เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก

อะไรคือป่าชายเลน เรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับป่าชายเลน

ป่าชายเลนนับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อระบบนิเวศทางทะเลของไทย เรารู้กันอยู่แล้วว่าป่าชายเลนนับว่าเป็นแหล่งอาหารชั้นดีของสัตว์น้ำ ว่าแต่เรื่องราวของป่าชายเลนมีมากกว่านั้นอีก วันนี้เราจะนำเสนอเรื่องราวของป่าชายเลนเพื่อให้รู้จักรักษาต้นกำเนิดของระบบนิเวศทางทะเลต่อไป ป่าชายเลนค้นพบโดยใคร แม้ว่าป่าชายเลนจะมีมานานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนค้นพบ ตามประวัติกล่าวว่าผู้ค้นพบป่าชายเลนคือ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักบุกเบิกยุคกระโน้นเลย เค้าบอกว่า โคลัมบัส พบป่าชายเลนจากการไปสำรวจฝั่งตะวันตกของเกาะคิวบา อีกคนหนึ่งที่ค้นพบป่าชายเลนคือ เซอร์ วอลเตอร์ เรลห์ เค้าบันทึกว่าค้นพบป่าชนิดเดียวกันนี้จากปากแม่น้ำของประเทศตรินิแดด และเกียนา คำที่เรียกป่าชายเลน ป่าชายเลนในภาษาไทยนั้น มีคำเรียกแตกต่างไปในภาษาอื่น อย่างเช่น คำว่า mangue เป็นคำที่มาจากภาษาโปรตุเกส พวกเค้าหมายถึง กลุ่มสังคม หรือระบบนิเวศ ของพืชที่ขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่มีดินเลน คำนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายบริเวณลาตินอเมริกา นอกจากนั้นจะเรียกป่าชายเลนตามภาษาของตัวเอง อย่างเช่น มาเลเซียใช้คำว่า manggi-manggi ประเทศฝรั่งเศสเรียกว่า mangrove เป็นต้น ป่าชายเลนที่ใหญ่สุดในโลก แม้ว่าป่าชายเลนจะมีอยู่มากหากนับทั้งโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตร้อนเป็นหลัก แต่ที่ไหนคือป่าชายเลนใหญ่ที่สุด คำตอบก็คือ ป่าชายเลนซันดาร์บานส์ ป่าชายเลนของปากแม่น้ำคงคาของประเทศอินเดียกับ บังคลาเทศ ใหญ่สุด ป่าแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 10,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีอิทธิพลต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศของแม่น้ำคงคาอย่างมาก ปัจจุบัน ซันดาร์บานส์ ได้ถูกยกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติจากองค์การยูเนสโกอีกด้วย […]

ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี (จุดชมกระทิง จุดชมช้างป่า กิจกรรมดูนก)

จริงๆ แล้วการใช้ชีวิตระหว่างคนกับสัตว์คือสิ่งที่ยังคงเกื้อกูลกันอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน พื้นที่แห่งหนึ่งที่ในปัจจุบันเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ป่าได้เป็นอย่างดีก็คือพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี แต่กว่าที่จะเป็นแบบนี้ได้ในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณนี้ก็เคยเป็นพื้นที่ที่คนไปแย่งกับสัตว์ป่ามาก่อนจนเกือบจะทำให้สัตว์ป่าเหล่านี้ไม่มีที่อยู่อาศัยที่หากินกันเลยทีเดียว รู้จักกับประวัติของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี อดีตพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติกุยบุรีเป็นพื้นที่ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างคนกับสัตว์ป่าโดยเฉพาะในช่วงปี 2525-2528 เป็นช่วงที่คนปลูกไร่สับปะรดแล้วรุกคืบคลานเข้าไปในพื้นที่ป่าอย่างหนัก ขยายอาณาเขตเข้าไปยังเขตพื้นที่ป่าสงวนกุยบุรี พวกช้างป่าที่ขาดแคลนอาหารจากการบุกรุกของคนเราก็ออกจากป่ามาหากินสับปะรดตามไร่ของชาวบ้านแถมยังเกิดติดใจจนเปลี่ยนพฤติกรรมมาเลือกกินสับปะรดในไร่แทนทำเอาชาวบ้านหลายรายแทบหมดตัวทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้น มีช้างป่าถูกฆ่าตายมากมาย กระทั่งสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นที่มาของ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า บริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อปี 2541 จากสิ่งเหล่านี้เองทำให้กลายเป็น กุยบุรีโมเดล ที่คนสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้อย่างเข้าอกเข้าใจจนทุกวันนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้คนได้เข้ามาใกล้ชิดกับสัตว์ป่าจำนวนมากจากจุดชมสัตว์ป่าน้อยใหญ่เหล่านี้ จุดชมกระทิง จุดชมช้างป่า กิจกรรมดูนก ซึ่งบริเวณจุดที่จะชมสัตว์ป่าทั้ง 3 ประเภทนี้มีอยู่ 3 จุดหลักๆ ในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีประกอบไปด้วย จุดโป่งสลัดได, จุดหน้าผา และจุดหน่วยป่ายาง เวลาเข้าไปจะต้องนั่งรถกระบะของทางเจ้าหน้าที่ที่ทางอุทยานฯ ได้มีการจัดเตรียมเส้นทางเอาไว้ซึ่งระหว่างทางเราจะสามารถพบเจอสัตว์ป่าออกมาหากินได้แบบใกล้ชิดสุดๆ จนมาถึงจุดแรกอย่าง จุดหน้าผาเป็นจุดชมกระทิงและช้างป่า ลักษณะเป็นหน้าผาเตี้ย มองออกไปเห็นเป็นแนวป่า ถัดไปเป็นทุ่งหญ้ากว้าง โอบล้อมด้วยแนวเขา จากนั้นก็มาที่จุดโป่งสลัดไดซึ่งเป็นจุดที่เต็มไปด้วยป่าแต่เป็นอีกจุดที่สามารถพบเจอกระทิงออกมาหาอาหารได้ง่าย หรือบางคนยังไม่หนำใจก็ให้พาไปยังจุดหน่วยป่ายางได้เช่นกัน นอกจากนี้ในทุกบริเวณที่เราไปสัมผัสจะมีนกสวยงามบินอยู่เบื้องบนให้ได้เก็บรูปไว้เป็นความทรงจำด้วย ถือว่าเป็นอีกสถานที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติอย่างแท้จริง

วิธีในการใช้พลังงานอย่างประหยัด (เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ)

พลังงานเป็นทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้ในหลายรูปแบบและส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปกว่าที่จะสร้าง หรือสั่งสมใหม่มาทดแทนต้องใช้ระยะเวลาบ่มเพาะนานนับหลายชั่วอายุคน พลังงานอีกบางประเภทแม้ว่าจะได้มาจากพลังงานหมุนเวียน ที่ธรรมชาติสามารถสร้างหรือมีวงจรนำมาใช้ได้ใหม่ก็จริง แต่พลังงานเหล่านั้นทุกชนิดก็มีต้นทุนของการผลิต การแปรรูปที่สูงด้วยกัรทั้งสิ้น  เมื่อมนุษย์ทุกคนจำเป็นที่จะต้องชพลังงานเพื่อการดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันทุกวัน ทั้งเพื่อความจำเป็นต่อชีวิตหรือจะเพื่ออำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็ตาม หากเราใช้พลังงานกันอย่างไม่ประหยัด ระมัดระวังแล้ว ก็ย่อมจะมาสู่สภาวะหรือสถานการณ์วิกฤตที่ชาวโลกทุกชีวิตขาดแคลนพลังงานอย่างแน่นอน เป็นที่น่าเสียดายที่พลังงานหลายชนิดหายากและการได้มาซึ่งพลังงานนั้นต้องทุ่มเททั้งแรงกาย เทคโนโลยี เวลา ความรู้ และ ทุนทรัพย์กว่าจะได้นำมาใช้ แต่คนหลายกลุ่มหลายจำพวกกลับใช้พลังงานนั้นอย่างสิ้นเปลืองไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่เห็นคุณค่า การประหยัดพลังงานด้วยการใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเห็นคุณค่าของพลังงานเป็นคำตอบที่จะช่วยให้เราทุกคนมีพลังงานใช้ไปได้นานแสนนาน การประหยัดพลังงานไม่แต่เฉพาะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมและประเทศชาติเพียงเท่านั้น แต่การประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีคุณค่ายังทำให้ผู้ที่ใช้เองได้รับประโยชน์อย่างมากมายด้วย ทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องกับการใช้พลังงาน การสร้างจิตสำนึกให้เกิดการเห็นคุณค่าพลังงาน การมีสิ่งแวดล้อม และ ชีวิตที่ดี และสมบูรณ์ขึ้นเป็นต้น วิธีปฎิบัติง่าย ๆ ที่เราทุกคนสามารถประหยัดการใช้พลังงานได้ที่บ้านด้วยตัวของเราเองแต่ละคนก็คือ เริ่มจากปิดไฟดวงที่ไม่ใช้การปิดไฟ 1 ดวงของคน1 คนจะช่วยให้ประเทศชาติประหยัดพลังงานได้ถึง 0.1% คิดเป็นเงินถึง1,698 ล้านบาท เงินจำนวนนี้นำไปสร้างโรงเรียนในแถบชนบทที่ขาดแคลนได้ถึง 283 โรง นอกจากนั้นยังมีวิธีประหยัดไฟอีกมาก เช่น การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในขนาดที่พอเหมาะพอดีกับความจำเป็นในครัวเรือน ไม่ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็น เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่จะกินไฟมากกว่า เช่น หม้อหุงข้าว ตู้เย็น กระติกน้ำร้อนและเครื่องซักผ้าเป็นต้น การประหยัดพลังงานไม่ใช่เรื่องที่เป็นหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องการการร่วมมือร่วมใจและเห็นความสำคัญจากคนทุกคน เพราะทุกคนก็ร่วมใช้พลังงานด้วยกันทั้งสิ้น […]

ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ ความสวยงามที่งดงามบรรยากาศดี

จังหวัดแม่ฮ่องสอนถือเป็นอีกจังหวัดทางภาคเหนือที่ผู้คนจำนวนมากนิยมในการเดินทางมาเที่ยวช่วงฤดูหนาว ด้วยสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาอันสวยงามส่งผลให้สถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ช่วยดึงดูดบรรดานักท่องเที่ยวให้มายลโฉมกับสถานที่ต่างๆ ในเมืองสามหมอกนี้ไม่ขาดสาย หากพูดถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่คนจำนวนมากรู้จักต้องมีชื่อของ ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ อยู่ด้วยอย่างไม่มีข้อสงสัย นี่คือความงดงามซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ในเมืองไทย และควรค่ากับการเดินทางมาเที่ยวชมอย่างยิ่ง ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอ งดงาม ประทับใจ จนต้องกลับไปอีกรอบ ทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอได้รับสมญานามให้เป็น ราชินีดอกไม้สีเหลืองแห่งขุนเขา ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการมาท่องเที่ยวคือราวเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปี โดยต้องบอกเลยว่าดอกบัวตองจะเบ่งบานสะพรั่งให้ได้ชมความงดงามราว 40 วันเท่านั้น ซึ่งช่วงเวลาที่ว่าทางดอยแม่อูคอจะมีการจัดเทศกาลดอกบัวตองบานขึ้น หากใครได้เดินทางไปบอกได้คำเดียวว่าต้องประทับใจแน่นอน สำหรับทุ่งดอกบัวตองดอยแม่อูคอมีขนาดพื้นที่ครอบคลุมกว่าพันไร่ ทั้งหมดอยู่ในความรับผิดชอบของโครงการพัฒนาป่าไม้ที่สูง หน่วยที่ 5 กองอนุรักษ์ต้นน้ำ จุดน่าเที่ยวชมของสถานที่แห่งนี้คือนักท่องเที่ยวจะได้มีโอกาสสัมผัสความงดงาม ของดอกบัวตองทั่วทั้งบริเวณเรียกได้ว่ามองไปทางไหนก็เห็นแต่สีเหลืองอร่ามจนละสายตาไม่ได้ จะขึ้นไปยืนบนเนินสูงเพื่อชมวิวสุดลูกหูลูกตาของดอกบัวตองก็งดงาม จะยืนในระนาบใกล้เคียงกันเพื่อมองเห็นดอกบัวตองแบบพาโนรามาก็ประทับใจ บวกกับสภาพอากาศเย็นๆ ช่วยสร้างบรรยากาศดีๆ ให้การชมดอกบัวตองที่ดอยแม่อูคอให้งดงามยิ่งกว่าเดิมอีกหลายตัว นี่คือความมหัศจรรย์ที่ปีหนึ่งมีแค่ 40 วัน จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมควรต้องมายังสถานที่แห่งนี้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้จงได้ สำหรับการเดินทางมายังดอยแม่อูคอ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ ณ หมู่ 6 ต.แม่อูคอ อ.ขุนยวม แม่ฮ่องสอน ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 108 สายแม่ฮ่องสอน-ขุนยวม ขับมาเรื่อยๆ ก่อนถึงตัวอำเภอราว 1 กม. ให้เลี้ยวซ้ายมาตามทางหลวงหมายเลข 1263 […]