ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติภูกระดึง (น้ำตกโผนพบ น้ำตกตาดฮ้อง น้ำตกวังกวาง ผานกแอ่น น้ำตกผาน้ำผ่าราชาแห่งป่าปิด)

มื่อนึกถึงช่วงเวลาที่อากาศหนาวคนไทยจำนวนมากก็มักจะนิยมขึ้นไปสัมผัสกับอากาศหนาวตามยอดภู ยอดดอย กันเป็นจำนวนมากนั่นเพราะว่าปกติแล้วอากาศของบ้านเราค่อนข้างร้อนอบอ้าวเพราะฉะนั้นนานๆ เมื่อมีโอกาสได้สัมผัสกับอากาศหนาวซักครั้งสถานที่เหล่านี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง เหมือนกับอุทยานแห่งชาติภูกระดึงที่มักจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเสมอเมื่อถึงช่วงเวลาอากาศหนาว รู้จักกับประวัติของอุทยานแห่งชาติภูกระดึง อุทยานแห่งชาติภูกระดึงหรือที่มักเรียกติดปากว่า ภูกระดึง ที่ถูกเรียกเช่นนี้ก็มาจากกว่าจะขึ้นไปถึงยอดดอยแห่งนี้ได้ต้องใช้การเดินเท้ากว่า 9 กม. เป็นการขึ้นเขา 5 กม. และทางราบอีก 3-4 กม. ที่ส่วนใหญ่มักจะเป็นคู่รักที่ขึ้นไปพิสูจน์ความรักที่มีให้กัน ว่ากันว่าใครที่พากันขึ้นไปจนถึงยอดภูกระดึงและดูแลช่วยเหลือกันอย่างดีจะเป็นคู่แท้ของกันและกัน แต่นอกจากนี้บรรดากลุ่มเพื่อนก็นิยมไปด้วยเช่นเดียวกัน เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่ 2 ของไทย เป็นภูเขาหินทรายยอดตัดเป็นพื้นที่ราบราว 60 ตร.กม. สูง 400-1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล จุดสูงสุดอยู่ที่บริเวณคอกเมย เป็นความสูง 1,316 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย น้ำตกโผนพบ เป็นน้ำตกที่โผน กิ่งเพชร อดีตนักมวยแชมป์โลกคนแรกของไทยเป็นผู้ค้นพบสมัยขึ้นไปซ้อมมวยเพื่อให้ชินกับอากาศหนาว เกิดจากสายน้ำวังกวาง ไหลเป็นชั้นตามโขดหินเหมือนบันได มี 8 ขั้น สูง 30 เมตร เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่พบ น้ำตกตาดฮ้อง เป็นน้ำตกชั้นเดียวสูงรา 45 เมตร กว้างราว 80 […]

ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา (ถ้ำยอดวิมาน ถ้ำผาฆ้อง ถ้ำรวยสายไท ถ้ำผาแดง)

แม้จังหวัดน่านอาจไม่ใช่จังหวัดที่โดดเด่นหรือมีชื่อเสียงในเรื่องการท่องเที่ยวมากนัก แต่จริงๆ แล้วนี่คือจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวจากธรรมชาติมากมายให้เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวทั้งหลายได้มีโอกาสไปสัมผัส ใครที่เป็นคนรักการท่องเที่ยวที่อยู่กับธรรมชาติเชื่อว่าจะต้องไม่พลาดอย่างแน่นอน ถ้าใครได้มีโอกาสไปยังน่านสถานที่หนึ่งที่ต้องห้ามพลาดก็คืออุทยานแห่งชาติดอยภูคา ซึ่งในอุทยานแห่งชาตินี้ก็ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ให้สัมผัสกับธรรมชาติเช่นกัน รู้จักกับประวัติอุทยานแห่งชาติดอยภูคา อุทยานแห่งชาติดอยภูคามีการสันนิษฐานกันว่าแต่เดิมบริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนแต่ได้มีการเคลื่อนตัวของสองแผ่นดินใต้ผืนทะเลเข้าหากันทำให้แผ่นดินบริเวณดังกล่าวโก่งตัวขึ้น น้ำทะเลก็ได้ระเหยไปใต้ดินเหลือแค่สินแร่เกลือเหมือนที่พบในอำเภอบ่อเกลือ ซึ่งยังมีอีกหลักฐานที่ยืนยันได้ดีนั่นคือ การค้นพบสุสานหอยทะเลอายุกว่า 200 ล้านปี ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าแถวนี้เคยเป็นทะเลมาก่อนจริงๆ ปัจจุบันเป็นป่าหลากหลายประเภทรวมตัวกันอยู่ในพื้นที่แห่งนี้และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย ถ้ำยอดวิมาน จัดเป็นถ้ำที่มีความสวยงามตามชื่อเสียงของถ้ำอย่างแท้จริง เสมือนกับว่าถ้ำแห่งนี้มีชีวิตเนื่องจากว่าภายในยังคงมีหินงอกหินย้อยที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้เวลาจะเดินเข้าไปต้องอาศัยความระมัดระวังซักเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เป็นการหยุดการเจริญเติบโตของหินงอกหินย้อยเหล่านี้ แต่ขอบอกเลยว่างดงามสุดๆ ถ้ำผาฆ้อง จะอยู่บริเวณก่อนถึงอุทยานแห่งชาติดอยภูคาแต่ก็เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกัน การเดินทางค่อนข้างลำบากนิดหน่อยเนื่องจากว่าต้องใช้การเดินเท้าเข้าไปราว 3 กม. แต่เมื่อเข้าไปแล้วจะได้สัมผัสกับบรรดาหินงอกหินย้อยภายในถ้ำที่สวยงามมากๆ เรียกได้ว่าจากที่เหนื่อยตอนเดินป่าเข้ามาหายไปเป็นปลิดทิ้งแน่นอน ถ้ำรวยสายไทย หรืออีกชื่อเรียกว่า ถ้ำหมา เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่มาก ความยาวภายในบริเวณถ้ำราว 3.5 เมตร ภายในถ้ำจะเหมือนกับถูกแบ่งเอาไว้เป็นห้องต่างๆ อย่างสวยงามบางคนก็บอกว่าดั่งกับสรวงสวรรค์เลยก็ว่าได้ มีความระยิบระยับจากเหล่าบรรดาหินงอกหินย้อยทั้งหลายที่ให้ความสวยงามสุดๆ สำหรับทุกคนที่ได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส ถ้าผาแดง จัดเป็นถ้ำที่มีความยาวที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ด้านในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อย ลำธารขนาดใหญ่ และสายน้ำตก อดีตเคยเป็นแหล่งหลบภัยของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงถือว่าเป็นอีกสถานที่ที่น่าสนใจในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังพบร่องรอยการพักแรม ทั้งเตียงนอนทหาร เตียงนอนคนไข้ หลุมซ่อนอาวุธ และอื่นๆ เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก

ประวัติและสถานที่ท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี (จุดชมกระทิง จุดชมช้างป่า กิจกรรมดูนก)

จริงๆ แล้วการใช้ชีวิตระหว่างคนกับสัตว์คือสิ่งที่ยังคงเกื้อกูลกันอยู่เสมอมาตั้งแต่อดีตสู่ปัจจุบัน พื้นที่แห่งหนึ่งที่ในปัจจุบันเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสัตว์ป่าได้เป็นอย่างดีก็คือพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี แต่กว่าที่จะเป็นแบบนี้ได้ในอดีตที่ผ่านมาพื้นที่บริเวณนี้ก็เคยเป็นพื้นที่ที่คนไปแย่งกับสัตว์ป่ามาก่อนจนเกือบจะทำให้สัตว์ป่าเหล่านี้ไม่มีที่อยู่อาศัยที่หากินกันเลยทีเดียว รู้จักกับประวัติของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี อดีตพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติกุยบุรีเป็นพื้นที่ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างคนกับสัตว์ป่าโดยเฉพาะในช่วงปี 2525-2528 เป็นช่วงที่คนปลูกไร่สับปะรดแล้วรุกคืบคลานเข้าไปในพื้นที่ป่าอย่างหนัก ขยายอาณาเขตเข้าไปยังเขตพื้นที่ป่าสงวนกุยบุรี พวกช้างป่าที่ขาดแคลนอาหารจากการบุกรุกของคนเราก็ออกจากป่ามาหากินสับปะรดตามไร่ของชาวบ้านแถมยังเกิดติดใจจนเปลี่ยนพฤติกรรมมาเลือกกินสับปะรดในไร่แทนทำเอาชาวบ้านหลายรายแทบหมดตัวทำให้เกิดเป็นปัญหาขึ้น มีช้างป่าถูกฆ่าตายมากมาย กระทั่งสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ได้ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริเพื่อแก้ไขปัญหานี้จึงเป็นที่มาของ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่า บริเวณป่าสงวนแห่งชาติกุยบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เมื่อปี 2541 จากสิ่งเหล่านี้เองทำให้กลายเป็น กุยบุรีโมเดล ที่คนสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์ป่าได้อย่างเข้าอกเข้าใจจนทุกวันนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้คนได้เข้ามาใกล้ชิดกับสัตว์ป่าจำนวนมากจากจุดชมสัตว์ป่าน้อยใหญ่เหล่านี้ จุดชมกระทิง จุดชมช้างป่า กิจกรรมดูนก ซึ่งบริเวณจุดที่จะชมสัตว์ป่าทั้ง 3 ประเภทนี้มีอยู่ 3 จุดหลักๆ ในอุทยานแห่งชาติกุยบุรีประกอบไปด้วย จุดโป่งสลัดได, จุดหน้าผา และจุดหน่วยป่ายาง เวลาเข้าไปจะต้องนั่งรถกระบะของทางเจ้าหน้าที่ที่ทางอุทยานฯ ได้มีการจัดเตรียมเส้นทางเอาไว้ซึ่งระหว่างทางเราจะสามารถพบเจอสัตว์ป่าออกมาหากินได้แบบใกล้ชิดสุดๆ จนมาถึงจุดแรกอย่าง จุดหน้าผาเป็นจุดชมกระทิงและช้างป่า ลักษณะเป็นหน้าผาเตี้ย มองออกไปเห็นเป็นแนวป่า ถัดไปเป็นทุ่งหญ้ากว้าง โอบล้อมด้วยแนวเขา จากนั้นก็มาที่จุดโป่งสลัดไดซึ่งเป็นจุดที่เต็มไปด้วยป่าแต่เป็นอีกจุดที่สามารถพบเจอกระทิงออกมาหาอาหารได้ง่าย หรือบางคนยังไม่หนำใจก็ให้พาไปยังจุดหน่วยป่ายางได้เช่นกัน นอกจากนี้ในทุกบริเวณที่เราไปสัมผัสจะมีนกสวยงามบินอยู่เบื้องบนให้ได้เก็บรูปไว้เป็นความทรงจำด้วย ถือว่าเป็นอีกสถานที่ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติอย่างแท้จริง

โครงการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในสถานีเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ

ในอดีตในสมัยทียังไม่ได้มีกฎหมายออกมาเกี่ยวกับการคุ้มครองสัตว์ป่า สิ่งที่ทำให้สัตว์ป่าหลายชนิดสูญพันธ์ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากฝีมือของมนุษย์อย่างเราๆ ที่ออกล่าสัตว์เพื่อเอามาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมาย จนสัตว์ป่าในประเทศไทยค่อยๆ ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วหรือขนาดว่าสัตว์ป่าบางชนิดทุกวันนี้เราไม่สามารถพบเห็นได้ในประเทศไทยแล้ว เช่น สมัน หรือสัตว์ป่าบางชนิดก็เหลือน้อยลงทุกที แม้ว่าปัจจุบันจะมีเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการคุมครองสัตว์ป่าออกมาแต่ก็ยังมีผู้คนในหลายพื้นที่แอบลักลอบออกล่าสัตว์ป่าแล้วอ้างว่าใช้เพื่อการดำรงชีพอยู่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ต้องมีการเกิดเป็นโครงการเพาะพันเลี้ยงสัตว์ป่าในสถานที่เพื่อคืนสู่ธรรมชาติขึ้น โครงการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในสถานีเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ โครงการดีๆ เพื่อสัตว์ป่า โครงการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าในสถานีเพื่อคืนสู่ธรรมชาติเป็นโครงการที่เกิดขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์หลักในการนำสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธ์เต็มทีมาเพาะเลี้ยงเอาไว้ในพื้นที่บริเวณที่เป็นสถานที่ที่เป็นโครงการเพาะเลี้ยง จากนั้นเพื่อจำนวนสัตว์ป่าเหล่านี้สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้แล้วก็จะมีการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ผืนป่าเพื่อให้ไปอยู่กับธรรมชาติต่อไป โดยในแต่ละพื้นที่ก็จะมีการจัดสถานีสำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเหล่านี้กระจายกันอยู่ทั่วประเทศไทยขึ้นอยู่กับว่าบริเวณพื้นที่ใดมีสัตว์ป่าชนิดไหนที่ใกล้สูญพันธ์ก็จะมีการนำมาเพาะเลี้ยง ในแต่ละครั้งที่มีการปล่อยสัตว์ป่าคืนสู่ธรรมชาติจะมีจำนวนหลายร้อยตัวเป็นการบ่งบอกว่าสัตว์ป่าเหล่านี้ยังคงมีคุณค่าและจำเป็นต้องอนุรักษ์เอาไว้อย่าให้ใครมาทำให้พวกมันต้องล้มหายตายจากหมดสิ้นในแผ่นดินไทยของเรา สัตว์ป่าที่มักถูกนำมาเพาะเลี้ยงในสถานีคือสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธ์ อาทิ กวางป่า, เนื้อทราย, ละอง, ละมั่ง, เก้ง เป็นต้น ต้องยอมรับว่าสัตว์เหล่านี้คือสัตว์ที่หาดูได้ยากเต็มทีตามธรรมชาติของประเทศไทยนั่นจึงทำให้ต้องมีการอนุรักษ์และเพาะเลี้ยงให้เพิ่มจำนวนขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการช่วยกันดูแลรักษาสัตว์ป่าเหล่านี้ก็คือคนเราที่ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันธรรมชาติคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นเมื่อธรรมชาติขาดหายไปสิ่งที่จะแย่ตามมาก็คือการใช้ชีวิตของคนเรานั่นเอง สัตว์ป่าก็ถือเป็นวัฏจักรอย่างหนึ่งในการอาศัยอยู่ของป่าไม้ หากขาดสัตว์ป่าไปป่าไม้ก็คงจะไม่สมบูรณ์แบบ กรหยุดล่าสัตว์ป่าจากกลุ่มคนที่ยังทำอยู่จึงเป็นเรื่องที่ต้องควรทำไม่อย่างนั้นในอนาคตนอกจากจะไม่เหลือสัตว์ป่าให้ดูแล้วยังอาจเกิดวิกฤติที่คาดไม่ถึงได้